2 ปีที่แล้ว
ประกาศกรมพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชน
เรื่อง นโยบายการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลของกรมพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชน
พ.ศ. ๒๕๖๕
________________
โดยที่พระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. ๒๕๖๒มาตรา ๔ (๕) บัญญัติว่าพระราชบัญญัตินี้ไม่ให้ใช้บังคับแก่การพิจารณาพิพากษาคดีของศาลและการดำเนินงานของเจ้าหน้าที่ในกระบวนการพิจารณาคดี การบังคับคดี และการวางทรัพย์ รวมทั้งการดำเนินงานตามกระบวนการยุติธรรมทางอาญาซึ่งกรมพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชนเป็นหน่วยงานที่มีภารกิจเกี่ยวกับการดำเนินงานตามกระบวนการยุติธรรมทางอาญาสำหรับเด็กและเยาวชนและการคุ้มครองผู้เยาว์ในคดีครอบครัว โดยมีหน้าที่และอำนาจในการดำเนินการด้านคดีอาญาที่มีข้อหาว่าเด็กและเยาวชนกระทำความผิดและดำเนินการด้านคดีครอบครัวและการกำกับการปกครองซึ่งอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีของศาลเยาวชนและครอบครัวดังนั้น จึงได้รับการยกเว้นไม่ตกอยู่ภายใต้บังคับแห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. ๒๕๖๒แต่กรมพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชนยังต้องมีหน้าที่ในการรักษาความมั่นคงปลอดภัยของข้อมูลส่วนบุคคลให้เป็นไปตามมาตรฐานด้วยตามมาตรา ๔ วรรคสาม และการประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลเพื่อวัตถุประสงค์อื่นตามภารกิจของกรมพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชนย่อมตกอยู่ภายใต้พระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. ๒๕๖๒ ในการนี้ กรมพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชนจึงได้จัดทำและประกาศนโยบายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลฉบับนี้ขึ้น เพื่อให้ผู้ใช้บริการทราบถึงรายละเอียดที่จำเป็นเกี่ยวกับการเก็บรวบรวมใช้ และเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลซึ่งดำเนินการโดยกรมพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชน รวมถึงสิทธิหน้าที่ และเงื่อนไขต่าง ๆ ที่ผู้ใช้บริการพึงมีตามพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. ๒๕๖๒โดยมีรายละเอียด ดังต่อไปนี้
๑. คำจำกัดความ
“ข้อมูลส่วนบุคคล”หมายความว่า ข้อมูลเกี่ยวกับบุคคลซึ่งทำให้สามารถระบุตัวบุคคลนั้นได้
ไม่ว่าทางตรงหรือทางอ้อม แต่ไม่รวมถึงข้อมูลของผู้ถึงแก่กรรมโดยเฉพาะ เช่น การศึกษา ฐานะหรือประวัติ ทางการเงิน ข้อมูลทางการเงิน ข้อมูลด้านเครดิต ประวัติสุขภาพ ประวัติอาชญากรรม หรือประวัติการทำงาน เป็นต้น รวมถึงสิ่งอื่นใดที่ปรากฏเป็นชื่อ รหัส หรือสิ่งบอกลักษณะอื่นที่ทำให้รู้ตัวผู้นั้นได้ เช่น ลายพิมพ์นิ้วมือ รูปถ่าย ข้อมูลพันธุกรรม เป็นต้น รวมถึงข้อมูลที่สามารถใช้ในการค้นหาข้อมูลส่วนบุคคลอื่นในอินเทอร์เน็ตได้ ซึ่งกรมพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชนได้มีการเก็บรวบรวม ใช้ หรือเปิดเผยข้อมูลที่ทำให้สามารถระบุตัวบุคคล ไม่ว่าโดยตรง หรือโดยอ้อม
“เจ้าของข้อมูลส่วนบุคคล”หมายความว่า บุคคลผู้ใช้บริการซึ่งเป็นเจ้าของข้อมูลที่กรมพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชน จัดเก็บนั้นระบุไปถึงตัวตนของผู้ใช้บริการ
“ผู้ใช้บริการ” หมายความว่า เจ้าหน้าที่ และผู้ที่ติดต่อขอรับบริการจากกรมพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชนด้านเทคโนโลยีสารสนเทศและด้านอื่น ๆ เช่น การเข้ารับบริการโดยตรงกับหน่วยงาน
“เจ้าหน้าที่” หมายความว่า ข้าราชการ พนักงานราชการ ลูกจ้างประจำ ลูกจ้างชั่วคราวและจ้างเหมาบริการของกรมพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชน
“การยินยอม”หมายความว่า การรับทราบและยอมรับเงื่อนไข ข้อกำหนดและข้อความตามนโยบายการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล โดยเจ้าของข้อมูลรับทราบสิทธิตามกฎหมายของตนแล้วหากมีการเปลี่ยนแปลงวัตถุประสงค์ของการเก็บรวบรวมข้อมูล กรมพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชนจะจัดทำบันทึกแก้ไข เพิ่มเติมไว้เป็นหลักฐาน
๒. การเก็บรวบรวมข้อมูลส่วนบุคคลอย่างจำกัด
กรมพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชนจะดำเนินการใด ๆ เพื่อเก็บรวบรวมข้อมูลส่วนบุคคลของผู้ใช้บริการ เว็บไซต์ แอปพลิเคชันในโทรศัพท์เคลื่อนที่ และระบบที่ให้บริการออนไลน์ต่าง ๆ ของกรมพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชน เท่าที่จำเป็นแก่การให้บริการ ตามวัตถุประสงค์ในการดำเนินงาน ตามวิธีการที่ชอบด้วยกฎหมาย เป็นธรรม และเหมาะสม ภายใต้การรับรู้หรือความยินยอมจากเจ้าของข้อมูลผู้ใช้บริการเท่านั้น โดยพิจารณาจากวัตถุประสงค์ของการนำไปใช้และการปฏิบัติหน้าที่ของผู้ปฏิบัติงาน โดยขึ้นอยู่กับประเภทของบริการ เช่น การลงทะเบียนสมัครใช้บริการบางประเภท หรือการลงทะเบียน กิจกรรมต่าง ๆซึ่งข้อมูลที่จัดเก็บ รวมถึง
- ข้อมูลที่ระบุตัวตนได้ เช่น วันเดือนปีเกิด รายละเอียดในบัตรประจำตัวประชาชน
- ชื่อ ที่อยู่ และข้อมูลอื่นที่สามารถติดต่อได้ เช่น หมายเลขโทรศัพท์ อีเมล โทรสาร
- ข้อมูลทั่วไป เช่น อายุ เพศ สถานภาพสมรส อาชีพ
- ข้อมูลบัญชีทางการเงิน เช่น เงินเดือน บัญชีธนาคาร ประวัติสถานะทางการเงิน
- ข้อมูลเกี่ยวกับความพึงพอใจในบริการของกรมพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชน
- ข้อมูลเกี่ยวกับประวัติการทำงาน ประวัติการศึกษา ประวัติการรักษาพยาบาล ประวัติอาชญากรรม
- ข้อมูลชีวภาพ ลายพิมพ์นิ้วมือ
- ภาพนิ่งและภาพเคลื่อนไหวจากการบันทึกภาพในระบบกล้องวงจรปิด
๓. การบันทึกข้อมูลผู้ใช้บริการ
กรมพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชนอาจเก็บรวบรวมข้อมูลการใช้งานโดยอัตโนมัติเมื่อผู้ใช้บริการเข้าใช้บริการ ข้อมูลเหล่านี้อาจรวมถึงข้อมูลเกี่ยวกับผู้ให้บริการอินเตอร์เน็ตของผู้ใช้บริการ ระบบปฏิบัติการที่ผู้ใช้บริการใช้ ประเภท ของเบราว์เซอร์ ชื่อโดเมน หมายเลขระบุตัวตนคอมพิวเตอร์ (IP) เวลาที่ผู้ใช้บริการเข้าใช้เว็บไซต์ของกรมพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชนที่แนะนำตัวผู้ใช้บริการหน้าเว็บเพจที่เข้าออกก่อนและหลัง รวมถึงวันที่และเวลาในการเปิดหน้าเว็บเพจดังกล่าว ทั้งนี้ กรมพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชนจะนำข้อมูลที่ได้บันทึกหรือเก็บรวบรวมไว้ไปใช้ในการวิเคราะห์เชิงสถิติ หรือในการดำเนินการออกแบบและพัฒนาระบบ และปรับปรุงคุณภาพการให้บริการต่อไป
๔. การใช้ข้อมูลส่วนบุคคล
กรมพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชนจะเก็บรวบรวม ใช้ และเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลของผู้ใช้บริการเมื่อมีความจำเป็น เพื่อประโยชน์ในการให้บริการ และการดำเนินการตามวัตถุประสงค์และภารกิจของกรมพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชน ภายใต้ขอบเขตของกฎหมายที่ใช้บังคับ
๕. ระยะเวลาในการจัดเก็บ
ข้อมูลส่วนบุคคลของผู้ใช้บริการที่ถูกเก็บรวบรวม ใช้ หรือเปิดเผยเพื่อวัตถุประสงค์ภายใต้นโยบายฉบับนี้ จะถูกจัดเก็บไว้เพียงเท่าที่จำเป็นในระหว่างระยะเวลาที่ผู้ใช้บริการใช้บริการของกรมพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชน หรือตลอดระยะเวลาที่จำเป็นเพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ในนโยบายฉบับนี้ หรือตลอดระยะเวลาที่กฎหมายที่ใช้บังคับกำหนด เมื่อพ้นระยะเวลาจัดเก็บกรมพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชนจะลบ ทำลาย หรือนำข้อมูลส่วนบุคคลของผู้ใช้บริการออกจากระบบ หรือดำเนินการด้วยวิธีอื่นใดอย่างเหมาะสม เพื่อไม่ให้ข้อมูลส่วนบุคคลของผู้ใช้บริการนั้น สามารถระบุถึงตัวตนของผู้ใช้บริการได้ โดยจะดำเนินการให้แล้วเสร็จนับแต่วันที่พ้นระยะเวลาดังกล่าว
๖. การรักษาข้อมูลส่วนบุคคลให้มีความถูกต้อง
กรมพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชนจะดำเนินการด้วยความระมัดระวังเพื่อให้มั่นใจได้ว่าข้อมูลที่จัดเก็บนั้น มีความถูกต้องสมบูรณ์ และได้รับการปรับปรุงอยู่เสมอ
๗. ข้อจำกัดในการนำข้อมูลส่วนบุคคลไปใช้และเปิดเผย
กรมพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชนจะไม่เปิดเผย แสดง หรือทำให้ปรากฏในลักษณะอื่นใดซึ่งข้อมูลส่วนบุคคล โดยไม่มีฐานในการประมวลผลข้อมูลโดยชอบด้วยกฎหมายและไม่สอดคล้องกับวัตถุประสงค์ของการเก็บ รวบรวมข้อมูล เว้นแต่จะได้รับความยินยอมจากเจ้าของข้อมูล หรือเป็นกรณีที่มีกฎหมายกำหนดให้กระทำได้กรณีที่กรมพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชนจำเป็นต้องส่งข้อมูลส่วนบุคคลของเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลให้แก่บุคคลภายนอก กรมพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชนจะดำเนินการตามขั้นตอนที่เหมาะสม เพื่อให้มั่นใจว่าบุคคลภายนอกจะดูแลข้อมูลส่วนบุคคลของเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลไม่ให้เกิดการเข้าถึงข้อมูลโดยไม่ได้รับอนุญาต หรือการใช้ ดัดแปลง เปิดเผยและใช้งานที่ไม่ถูกต้อง
๘. การรักษาความมั่นคงปลอดภัยสำหรับข้อมูลส่วนบุคคล
กรมพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชนมีการใช้มาตรการด้านความมั่นคงปลอดภัยของข้อมูลส่วนบุคคลอย่างเหมาะสม ซึ่งรวมถึงมาตรการป้องกันด้านการบริหารจัดการ มาตรการป้องกันด้านเทคนิคและมาตรการป้องกันด้านกายภาพ เพื่อป้องกันการสูญหาย การเข้าถึง ทำลาย ใช้ แปลง แก้ไข หรือเปิดเผย ข้อมูลโดยมิชอบและได้จำกัดการเข้าใช้งานข้อมูลส่วนบุคคลไว้เพียงเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง
๙. สิทธิของเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคล
สิทธิของผู้ใช้บริการในส่วนที่เกี่ยวกับข้อมูลส่วนบุคคลที่อยู่ในการควบคุมของกรมพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชน ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. ๒๕๖๒ มีดังนี้
๑) สิทธิในการถอนความยินยอมในการประมวลผลข้อมูลที่ผู้ใช้บริการเคยให้ไว้ตามวัตถุประสงค์ที่ระบุไว้ โดยผู้ใช้บริการมีสิทธิในการเพิกถอนความยินยอมได้ตลอดระยะเวลาที่ข้อมูลส่วนบุคคลของผู้ใช้บริการอยู่กับกรมพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชน
๒) สิทธิในการเข้าถึงข้อมูลส่วนบุคคลและขอให้กรมพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชน
ทำสำเนาข้อมูลส่วนบุคคลให้ผู้ใช้บริการ รวมถึงขอให้เปิดเผยการได้มาซึ่งข้อมูลส่วนบุคคลที่ผู้ใช้บริการไม่ได้ให้ความยินยอมต่อกรมพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชนได้
๓) สิทธิในการขอรับข้อมูลส่วนบุคคล ในกรณีที่กรมพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชน
ทำให้ข้อมูลส่วนบุคคลนั้นอยู่ในรูปแบบที่สามารถอ่านหรือใช้งานโดยทั่วไปด้วยเครื่องมือหรืออุปกรณ์ที่ทำงานได้โดยอัตโนมัติ รวมถึงสิทธิขอให้ส่งหรือโอนข้อมูลรูปแบบดังกล่าวไปยังผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลอื่น
๔) สิทธิในการขอให้กรมพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชนแก้ไขข้อมูลส่วนบุคคลให้สมบูรณ์ ถูกต้อง
๕) สิทธิในการขอให้ลบ ทำลาย หรือทำให้ข้อมูลส่วนบุคคลเป็นข้อมูลที่ไม่สามารถระบุตัวบุคคลได้ เมื่อข้อมูลนั้นหมดความจำเป็นหรือเมื่อเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลถอนความยินยอม
๖) สิทธิในการขอให้ระงับการใช้ข้อมูลส่วนบุคคล ในกรณีเมื่อเป็นข้อมูลส่วนบุคคลที่ต้องลบ ทำลาย หรือเมื่อข้อมูลดังกล่าวหมดความจำเป็น
๗) สิทธิในการคัดค้านการประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคล ในกรณีเมื่อเป็นข้อมูลส่วนบุคคลที่เก็บรวบรวมได้โดยได้รับยกเว้นไม่ต้องขอความยินยอมผู้ใช้บริการสามารถติดต่อมายังกรมพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชนเพื่อดำเนินการยื่นคำร้องขอดำเนินการตามสิทธิ ข้างต้นได้ ทั้งนี้ ในการดำเนินการใช้สิทธิดังกล่าว กรมพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชนจะพิจารณาและแจ้งผลการพิจารณาตามคำร้องของผู้ใช้บริการ ภายใน ๓๐ วันนับแต่ได้รับคำร้องกรณีที่กรมพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชนได้รับความยินยอมจากผู้ใช้บริการผู้ใช้บริการสามารถเพิกถอนความยินยอม เมื่อใดก็ได้ แต่อาจกระทบต่อการให้บริการบางประการซึ่งจะได้แจ้งให้ผู้ใช้บริการทราบในเวลาที่ผู้ใช้บริการขอถอนความยินยอม
๑๐. การใช้คุกกี้ (Cookies)
คุกกี้ (Cookies) เป็นกระบวนการเพื่อทำให้ผู้ใช้บริการสามารถใช้งานเว็บไซต์ของกรมพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชนได้สะดวกขึ้น คุกกี้มีประโยชน์สำหรับให้เว็บเซิร์ฟเวอร์ (Web Server) สามารถเรียกใช้ข้อมูลเหล่านั้นได้ ในภายหลัง คุกกี้จะถูกติดตั้งในขณะที่ผู้ใช้บริการเรียกดูเว็บไซต์ หลังจากที่ผู้ใช้บริการเลิกใช้งานโปรแกรมบราวเซอร์ (Browser) แล้ว คุกกี้บางตัวจะถูกจัดเก็บไว้ที่เครื่องคอมพิวเตอร์ของผู้ใช้บริการในรูปแบบไฟล์ หรืออาจจะหมดอายุ หรือไม่มีการเก็บ ผู้ใช้บริการสามารถปรับโปรแกรมบราวเซอร์ (Browser) ของผู้ใช้บริการให้รองรับการทำงานของคุกกี้หรือไม่ก็ได้
๑๑. การปฏิบัติตามนโยบายการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล
กรมพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชนจัดให้มีหลักเกณฑ์การคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลของกรมพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชนโดยกำหนดให้เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด โดยต้องให้ความสำคัญในการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล เพื่อให้เป็นไปตามนโยบายการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลของกรมพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชนฉบับนี้
๑๒. การปรับปรุงนโยบายการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล
กรมพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชนอาจทำการปรับปรุงหรือแก้ไขนโยบายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลฉบับนี้เป็นครั้งคราว เพื่อให้สอดคล้องกับแนวปฏิบัติและกฎหมายข้อบังคับที่เกี่ยวข้อง ทั้งนี้กรมพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชนจะแจ้งให้ผู้ใช้บริการทราบ ถึงการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวด้วยการประกาศนโยบายฉบับปรับปรุงใหม่ผ่านเว็บไซต์ โดยนโยบายนั้นจะถือว่ามีผลบังคับใช้เมื่อได้ลงประกาศผ่านเว็บไซต์ของกรมพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชน และขอให้ผู้ใช้บริการอ่านนโยบายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล
ทุกครั้งที่ใช้บริการเว็บไซต์ แอปพลิเคชันในโทรศัพท์เคลื่อนที่ และระบบที่ให้บริการออนไลน์ต่าง ๆ ของกรมพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชน
๑๓. การติดต่อกับกรมพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชน
กรณีที่ผู้ใช้บริการในฐานะเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลต้องการติดต่อ เพื่อการ สอบถามหรือใช้สิทธิใด ๆ เกี่ยวข้องกับข้อมูลส่วนบุคคล ผู้ใช้บริการสามารถติดต่อได้ที่กรมพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชน อาคารกระทรวงยุติธรรมชั้น ๖ - ๗ ถนนแจ้งวัฒนะ แขวงทุ่งสองห้อง เขตหลักสี่ กรุงเทพมหานคร ๑๐๒๑๐
โทรศัพท์หมายเลข ๐ ๒๑๔๑ ๖๔๖๙
ประกาศ ณ วันที่ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๖๕
พันตำรวจโท วรรณพงษ์ คชรักษ์
(วรรณพงษ์ คชรักษ์)
อธิบดีกรมพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชน